เนื่องจากน้ำดีเกิดจากองค์ประกอบหลายอย่างรวมกัน เช่น cholesterol กรดไขมันบางชนิด และส่วนของเม็ดเลือดแดงที่เสื่อม และถูกทำลายโดยตับ ดังนั้นถ้าส่วนประกอบใดมากเกินไป ก็จะเกิดการเสียสมดุล ตกตะกอน และพัฒนาต่อไปเป็นนิ่วได้
ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี
- เพศหญิง
- ความอ้วน
- Cholesterol ในเลือดสูง
- การได้ฮอร์โมน estrogen จากการรับประทานหรือตั้งครรภ์ทำให้ระดับ cholesterol ในน้ำดีสูง
- โรคเลือดบางชนิดที่ทำให้เม็ดเลือดแตกมากกว่าปกติ
- การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายละลายไขมันมากเกินไป

กลุ่มผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดี มีอาการแสดงได้ 3 ลักษณะดังนี้
ไม่มีอาการผิดปกติ ได้รับการตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี
เริ่มมีอาการท้องอืด แน่นท้องหลังกินอาหาร โดยเฉพาะอาหารจำพวกไขมันสูง กลุ่มนี้มักได้รับการรักษาแบบโรคกระเพาะ แต่มักจะดีขึ้นแค่ชั่วคราวหรือไม่หาย อาจจะมีปวดร้าวไปสะบักขวา
มีการอักเสบของถุงน้ำดี ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวา กดเจ็บ มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน อาจจะมีตัวเหลือง ตาเหลือง ถ้านิ่วหลุดไปอุดตันท่อน้ำดีรวม
การรักษานิ่วในถุงน้ำดี
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เนื่องจากการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การกินยา การสลายนิ่วด้วยเครื่องเสียงความถี่สูง ไม่ได้ผลดี ( ปัจจุบันใช้เฉพาะกับนิ่วที่ทางเดินปัสสาวะ )
การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ทำได้ 2 วิธี
ผ่าตัดเปิดช่องท้อง เป็นการผ่าตัดแบบปกติ มีข้อดี คือผ่าตัดได้ทุกระยะของการอักเสบ ข้อเสีย คือเจ็บแผล ต้องอยู่โรงพยาบาลราว 5- 7 วัน ใช้ระยะเวลาพักฟื้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ จึงสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ
การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องส่องช่องท้อง ทำได้โดยการสอดกล้องผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณสะดือ แล้วนำภาพขึ้นจอมอนิเตอร์ พร้อมสอดเครื่องมือผ่านแผลขนาดเล็ก 0.5-1 ซม. อีก 2-3 รู เพื่อทำการผ่าตัด
ข้อดีของการผ่าตัดโดยใช้ กล่องส่องช่องท้อง คือ
ผู้ป่วยจะเจ็บแผลน้อยกว่าผ่าตัดแบบเดิมมาก อยู่ รพ.เพียง 1-2 วัน สามารถกลับไปทำงานได้ใน 5-7 วัน
ข้อจำกัดของการผ่าตัดโดยวิธีนี้ คือ
อาจจะทำไม่ได้ในบางระยะของการอักเสบของถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบรุนแรงหรือกลายเป็นหนอง รวมทั้งผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดช่องท้องส่วนบน เช่น ผ่าตัดกระเพาะอาหารทะลุ เป็นต้น

|